หนังสือทวงถามคืออะไร ส่งแล้วได้อะไร


ซองจดหมายสีครีมเปิดอยู่บนโต๊ะไม้สีเข้ม มีใบตอบรับไปรษณีย์สีเหลืองวางทับ ข้างปากกาหมึกซึมและแว่นตา สื่อการส่งหนังสือทวงถามทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

หนังสือทวงถามคืออะไร และส่งไปแล้วได้อะไร

หนังสือทวงถามคือหนังสือที่เจ้าหนี้แจ้งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนด โดยระบุให้ชัดว่าเป็นหนี้อะไร จำนวนเท่าใด และต้องชำระภายในเมื่อใด

สิ่งที่ได้จากการส่งหนังสือทวงถามไม่ใช่แค่ “การแจ้งเตือน” แต่คือ การเปิดทางเจรจาก่อนขึ้นศาล และ การสร้างหลักฐานว่าได้แจ้งให้ชำระหนี้แล้วจริง ซึ่งมีผลต่อรูปคดีหากต้องฟ้องร้องกันในภายหลัง

ขั้นตอนนี้ยังเป็นช่วงที่ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันเองได้ เช่น ชำระทั้งหมด ชำระบางส่วน หรือตกลงผ่อนชำระ ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการฟ้องคดี

ส่งหนังสือทวงถามแล้วได้อะไรบ้าง

ประโยชน์ของหนังสือทวงถามแบ่งได้เป็น 4 ข้อหลัก

  1. เปิดทางเจรจาอย่างเป็นทางการ — ลูกหนี้ได้รู้ชัดเจนว่าเจ้าหนี้ประสงค์จะใช้สิทธิตามกฎหมาย และมีกรอบเวลาให้ตัดสินใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การชำระหรือการตกลงผ่อนชำระกันได้ในขั้นนี้
  2. สร้างหลักฐานว่าได้แจ้งให้ชำระหนี้แล้ว — เป็นเอกสารที่ใช้แสดงต่อศาลได้ว่าเจ้าหนี้ได้ให้โอกาสลูกหนี้ชำระก่อนฟ้อง
  3. ทำให้ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดตามกฎหมาย — หนี้บางประเภทที่ไม่ได้กำหนดเวลาชำระไว้ชัดเจน ลูกหนี้จะยังไม่ถือว่าผิดนัดจนกว่าเจ้าหนี้จะทวงถาม ซึ่งเรื่องนี้มีผลต่อการเรียกดอกเบี้ยผิดนัด
  4. บางกรณีกฎหมายกำหนดให้ต้องบอกกล่าวก่อน — เช่น การบอกเลิกสัญญาบางประเภท หรือการเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิด ซึ่งมีเงื่อนไขและกำหนดเวลาเฉพาะของตนเอง หากข้ามขั้นตอนนี้ไปอาจกระทบสิทธิของเจ้าหนี้เอง และไม่ควรถือว่าหนังสือที่ส่งถึงลูกหนี้เป็นหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นคนละฉบับและมีเงื่อนไขต่างกัน

ข้อ 3 และ 4 คือเหตุผลที่ไม่ควรเขียนเอาเอง

ประโยชน์สองข้อแรกได้จากการส่งหนังสือเฉย ๆ ก็จริง แต่ข้อ 3 และข้อ 4 ขึ้นอยู่กับว่า หนี้นั้นเป็นหนี้ประเภทใด และเขียนข้อความไว้อย่างไร หนังสือที่เขียนไม่ครบองค์ประกอบ หรือกำหนดเวลาไม่เหมาะสมกับลักษณะของหนี้ อาจไม่เกิดผลตามที่ต้องการ และในบางกรณีอาจต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด

ก่อนออกหนังสือ ควรเตรียมและตรวจอะไรบ้าง

ก่อนลงมือเขียน ควรรวบรวมและตรวจสิ่งเหล่านี้ให้ตรงกันเสียก่อน เพราะข้อความในหนังสือจะอ้างอิงจากข้อมูลชุดนี้ทั้งหมด

  • เอกสารที่เป็นที่มาของหนี้ — สัญญา ใบสั่งซื้อ ใบเสนอราคาที่ตอบรับแล้ว หรือหลักฐานการตกลงกันในรูปแบบอื่น
  • หลักฐานว่าได้ส่งมอบงานหรือสินค้าแล้ว — ใบส่งของ ใบรับงาน อีเมลยืนยัน หรือหลักฐานการส่งมอบอื่น
  • หลักฐานการชำระที่ผ่านมา — หากเคยชำระบางส่วน ต้องมีรายการว่าชำระเมื่อใด จำนวนเท่าใด
  • การคำนวณยอดคงค้าง — แยกให้ชัดระหว่างเงินต้นกับดอกเบี้ย (ถ้ามี) พร้อมวิธีคิดที่ตรวจสอบย้อนได้
  • วันครบกำหนดชำระ — ตามที่ระบุไว้ในสัญญาหรือตามที่ตกลงกัน
  • ตัวตนของอีกฝ่าย — เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หากเป็นนิติบุคคลต้องดูว่าใครมีอำนาจผูกพัน
  • ที่อยู่ที่ใช้นำส่งได้จริง — เทียบที่อยู่ตามสัญญา ที่อยู่ตามเอกสารทางทะเบียน และที่อยู่ที่อีกฝ่ายแจ้งไว้ล่าสุด

เช็กลิสต์นี้ไม่ใช่ตัวชี้ว่าหลักฐานเพียงพอหรือไม่

รายการข้างต้นช่วยให้เขียนหนังสือได้ตรงกับข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้แปลว่าหลักฐานเท่านี้เพียงพอต่อการดำเนินคดี ความเพียงพอของพยานหลักฐานขึ้นอยู่กับประเภทของหนี้และข้อโต้แย้งของอีกฝ่าย ซึ่งต้องประเมินเป็นรายกรณี

ข้อมูลที่หนังสือทวงถามโดยทั่วไปควรมี

หนังสือทวงถามที่ใช้งานได้จริงมักมีข้อมูลดังนี้ ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไปเพื่อความชัดเจน ไม่ใช่เช็กลิสต์ตายตัว หนังสือบางประเภท เช่น การบอกกล่าวเพื่อบอกเลิกสัญญา หรือการบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน อาจต้องมีข้อความหรือเงื่อนไขเพิ่มเติมเฉพาะของตนเอง

รายการรายละเอียดที่ต้องระบุ
ชื่อและที่อยู่ของทั้งสองฝ่ายชื่อเจ้าหนี้ ชื่อลูกหนี้ และที่อยู่ที่ใช้ส่งหนังสือ ซึ่งควรเป็นที่อยู่ที่ติดต่อได้จริงหรือที่อยู่ตามเอกสารทางทะเบียน
มูลหนี้หนี้เกิดจากอะไร เช่น สัญญาฉบับใด ลงวันที่เท่าใด หรือการซื้อขาย/ให้บริการครั้งใด
จำนวนเงินยอดเงินต้นที่ค้างชำระ และดอกเบี้ย (ถ้ามี) พร้อมวิธีคิดที่ตรวจสอบได้
กำหนดเวลาชำระระบุให้ชัดว่าต้องชำระภายในกี่วันนับแต่ได้รับหนังสือ
วิธีการชำระช่องทางที่ให้ลูกหนี้ชำระได้จริง เช่น เลขบัญชีธนาคารหรือสถานที่ติดต่อ
ผลหากไม่ชำระแจ้งว่าหากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ชำระ เจ้าหนี้จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
วันที่และลายมือชื่อวันที่ออกหนังสือ และลายมือชื่อผู้มีอำนาจหรือทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจ

ข้อความในหนังสือควรระบุข้อเท็จจริงให้ตรงกับเอกสารที่มีอยู่ เพราะหากเรื่องเข้าสู่ศาล หนังสือฉบับนี้จะกลายเป็นเอกสารประกอบคดี และข้อความที่คลาดเคลื่อนจากความจริงอาจถูกฝ่ายตรงข้ามหยิบมาใช้โต้แย้งได้

ควรให้เวลาลูกหนี้กี่วัน

กำหนดเวลาขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าหนี้และลักษณะของหนี้ แต่ในทางปฏิบัติมักกำหนดไว้ที่ประมาณ 15 วัน

ระยะเวลาประมาณนี้เป็นกรอบที่ให้เวลาอีกฝ่ายติดต่อกลับหรือจัดการเรื่องการชำระได้ตามสมควร โดยไม่ทอดเวลาจนเจ้าหนี้เสียเปรียบ

อย่างไรก็ตาม หนี้บางประเภทมีกำหนดเวลาหรือเงื่อนไขเฉพาะตามกฎหมายหรือตามสัญญา ซึ่งอาจต่างจากกรอบเวลาทั่วไปนี้ จึงควรตรวจสอบสัญญาและลักษณะของหนี้ก่อนกำหนดจำนวนวันในหนังสือ

ตรวจอายุความก่อนตัดสินใจว่าจะรอนานแค่ไหน

อย่าสันนิษฐานว่าการส่งหนังสือทวงถามหรือการเจรจากันอยู่ ทำให้อายุความหยุดเดินหรือเริ่มนับใหม่ สิทธิเรียกร้องในหนี้แต่ละประเภทมีอายุความของตนเอง หากปล่อยให้ขาดอายุความ อีกฝ่ายอาจยกขึ้นต่อสู้ได้ จึงควรตรวจสอบอายุความของหนี้นั้นก่อนกำหนดเวลารอ หรือก่อนตกลงยืดเวลาให้อีกฝ่าย

ส่งอย่างไรให้ใช้เป็นหลักฐานได้

ถ้ามีโอกาสดำเนินคดีต่อ ให้ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

ข้อนี้เป็นเรื่องของการเก็บหลักฐาน ไม่ใช่แบบพิธีที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับหนังสือทุกประเภท การส่งทางแชท อีเมล หรือฝากคนไปยื่นให้ อาจทำให้แสดงได้ยากในภายหลังว่าหนังสือถูกนำส่งเมื่อใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ใช้นับกำหนดเวลาในหนังสือ

การส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับจะได้ ใบตอบรับ กลับมา ซึ่งแสดงการนำส่ง วันที่นำส่ง และผู้ลงลายมือชื่อรับตามหลักฐานของไปรษณีย์ ทั้งนี้ผู้ลงชื่อรับอาจเป็นบุคคลอื่น ณ ที่อยู่นั้นก็ได้ จึงควรตรวจสอบที่อยู่ที่ใช้ส่งให้ถูกต้องตามสัญญาหรือตามที่อีกฝ่ายแจ้งไว้ล่าสุด และเก็บใบเสร็จ ใบตอบรับ ผลติดตามสถานะ และสำเนาหนังสือไว้ให้ครบทุกฉบับ

ถ้าหนังสือถูกตีกลับ

กรณีส่งไปแล้วไม่มีผู้รับหรือหนังสือถูกตีกลับ สิ่งที่ควรทำทันทีคือ

  • เก็บซองที่ตีกลับไว้ทั้งซอง อย่าแกะและอย่าทิ้ง — ตราประทับและข้อความบนซองคือหลักฐานว่าได้พยายามนำส่งแล้ว
  • อ่านเหตุผลที่ไปรษณีย์ระบุไว้ — เช่น ไม่มีผู้รับตามที่จ่าหน้า ย้ายที่อยู่ หรือไม่มารับภายในกำหนด เพราะแต่ละเหตุมีความหมายต่างกัน
  • เก็บผลติดตามสถานะการนำส่ง จากระบบของไปรษณีย์ไว้ด้วย
  • ตรวจที่อยู่ที่ใช้ส่งอีกครั้ง — เทียบกับที่อยู่ตามสัญญา ที่อยู่ตามเอกสารทางทะเบียน และที่อยู่ที่อีกฝ่ายแจ้งไว้ล่าสุด ว่าใช้ที่อยู่ถูกต้องแล้วหรือไม่

ผลทางกฎหมายของการที่หนังสือส่งไม่ถึงนั้นขึ้นอยู่กับเหตุที่ส่งไม่ได้ ที่อยู่ที่ใช้นำส่ง และข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง จึงควรปรึกษาทนายความก่อนส่งซ้ำหรือดำเนินการขั้นต่อไป

ลูกหนี้ตอบกลับมาแล้ว ทำอย่างไรต่อ

หลังส่งหนังสือแล้วมักเกิดขึ้นได้ 4 แบบ ซึ่งแต่ละแบบมีสิ่งที่ควรทำต่างกัน

① ชำระครบตามที่ทวงถาม — ออกหลักฐานการรับชำระให้ชัดเจนว่ารับชำระหนี้รายการใด จำนวนเท่าใด และวันใด แล้วเก็บหลักฐานไว้ทั้งสองฝ่าย

② ขอผ่อนชำระ — ควรทำข้อตกลงเป็นหนังสือ ระบุยอดคงค้าง จำนวนงวด วันชำระแต่ละงวด วิธีจัดสรรเงินที่ชำระเข้ามา และผลเมื่อผิดนัดงวดใดงวดหนึ่ง การตกลงด้วยวาจาแล้วไม่มีเอกสาร มักกลายเป็นข้อโต้แย้งกันภายหลัง

③ โต้แย้งว่าไม่ได้เป็นหนี้ หรือยอดไม่ตรง — ขอให้อีกฝ่ายแจ้งข้อโต้แย้งเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมเอกสารประกอบ แล้วนำมาตรวจเทียบกับหลักฐานที่มี อย่าเพิ่งรับหรือปฏิเสธข้อโต้แย้งก่อนตรวจเอกสารให้ครบ

④ เงียบ ไม่ตอบกลับเลย — เมื่อพ้นกำหนดเวลาในหนังสือแล้ว ขั้นต่อไปคือพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมาย

อย่ารีบตกลงเงื่อนไขก่อนตรวจผลที่ตามมา

ข้อตกลงที่เกิดขึ้นหลังการทวงถาม เช่น การยอมลดยอดหนี้ การงดดอกเบี้ย การยืดเวลาชำระ หรือการทำหนังสือรับสภาพหนี้ อาจมีผลต่อสิทธิเดิมของทั้งสองฝ่าย และผลที่เกิดขึ้นต่างกันไปตามรูปแบบของข้อตกลง จึงควรให้ทนายความตรวจก่อนลงนาม

สิ่งที่ห้ามทำในการทวงถามหนี้

ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมวิธีการทวงถามหนี้โดยเฉพาะ ซึ่งวางกรอบไว้ว่าการทวงถามต้องไม่ล่วงเกินหรือสร้างความเดือดร้อนเกินสมควร

ข้อควรทราบก่อนอ่านหัวข้อนี้: กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ใช้กับผู้ทวงถามและหนี้ทุกกรณี ขอบเขตการบังคับใช้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ทวงถามและหนี้นั้นเป็นหนี้ประเภทใด หัวข้อนี้จึงสรุปไว้เป็นแนวปฏิบัติที่ปลอดภัยโดยทั่วไป ไม่ใช่การชี้ว่ากรณีของผู้อ่านอยู่ในบังคับของกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ หลักกว้าง ๆ ที่ควรทราบคือ

  • ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ดูหมิ่น หรือใช้วาจาไม่สุภาพ ต่อลูกหนี้
  • ห้ามเปิดเผยความเป็นหนี้ต่อบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น แจ้งที่ทำงาน ประกาศต่อเพื่อนบ้าน หรือโพสต์ลงสื่อสังคมออนไลน์
  • ห้ามแสดงข้อความหรือเครื่องหมายบนซองจดหมาย ในลักษณะที่ทำให้คนอื่นเข้าใจว่าเป็นการทวงหนี้
  • ห้ามทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของศาลหรือหน่วยงานรัฐ หากไม่ใช่ความจริง
  • มีกรอบเวลาและความถี่ในการติดต่อ ที่ต้องปฏิบัติตาม

การทวงถามที่ฝ่าฝืนกรอบเหล่านี้อาจทำให้เจ้าหนี้มีความรับผิดเสียเอง และอาจกลายเป็นประเด็นที่ลูกหนี้ยกขึ้นต่อสู้ในคดี ทั้งที่เดิมเจ้าหนี้เป็นฝ่ายถูก

รายละเอียดของกฎหมายทวงถามหนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ทวง

ขอบเขตการบังคับใช้ รายละเอียดข้อห้าม กรอบเวลา และบทลงโทษ แตกต่างกันตามประเภทของเจ้าหนี้และลักษณะของหนี้ หัวข้อนี้จึงสรุปไว้เฉพาะหลักกว้าง ๆ เพื่อให้เห็นภาพ หากต้องทวงถามหนี้จำนวนมากหรือทำเป็นประจำ ควรตรวจสอบรายละเอียดกับทนายความก่อนวางแนวทาง

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

“ส่งหนังสือทวงถามแล้วต้องฟ้องเสมอ” — ไม่จริง หนังสือทวงถามเป็นการเปิดโอกาสให้ชำระหนี้ก่อน เจ้าหนี้ยังเลือกเจรจา ผ่อนผัน หรือยุติเรื่องได้ตามที่เห็นสมควร

“ทวงทางแชทหรือโทรศัพท์ก็พอแล้ว” — ใช้เจรจาได้ แต่หากต้องใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล การพิสูจน์ว่าลูกหนี้ได้รับข้อความเมื่อใดทำได้ยากกว่ามาก และเนื้อหามักไม่ครบองค์ประกอบที่ควรมี

“ลูกหนี้ไม่รับจดหมาย เท่ากับทวงไม่ได้” — ไม่จริงเสมอไป การที่ส่งไปแล้วไม่มีผู้รับหรือถูกตีกลับ ยังมีแนวทางดำเนินการต่อได้ แต่ควรปรึกษาทนายความเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะกับกรณีนั้น

“หนังสือทวงถามต้องเขียนด้วยภาษากฎหมายเท่านั้น” — ไม่จำเป็น ข้อความควรชัดเจน อ่านเข้าใจง่าย และครบองค์ประกอบ สำคัญกว่าการใช้ถ้อยคำซับซ้อน

ส่งเองกับให้ทนายความส่ง ต่างกันอย่างไร

หัวข้อเทียบเขียนและส่งเองให้ทนายความดำเนินการ
ความครบถ้วนของเนื้อหาต้องตรวจเองว่าครบองค์ประกอบและตรงกับเอกสารที่มีมีผู้ตรวจมูลหนี้ จำนวนเงิน และกำหนดเวลาให้สอดคล้องกับลักษณะของหนี้
รูปแบบของหนังสือเป็นการแจ้งระหว่างคู่กรณีกันเองออกในนามทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจ พร้อมระบุขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อหากไม่ชำระ
ความเสี่ยงทางกฎหมายอาจใช้ถ้อยคำหรือวิธีทวงที่ขัดกรอบของกฎหมายโดยไม่ตั้งใจทนายช่วยตรวจถ้อยคำและวิธีส่งเทียบกับกรอบของกฎหมาย
การใช้ต่อในชั้นศาลอาจขาดหลักฐานการนำส่ง หรือข้อความไม่ครบจัดทำโดยคำนึงถึงการใช้เป็นเอกสารประกอบคดีตั้งแต่ต้น

ทั้งนี้ผลของหนังสือทวงถามยังขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของเรื่อง เอกสารที่มีอยู่ ที่อยู่ที่ใช้นำส่ง และข้อโต้แย้งของอีกฝ่ายด้วย

ค่าบริการจัดทำหนังสือทวงถาม

สำนักงานคิดค่าบริการหนังสือทวงถาม เริ่มต้นที่ 2,000 บาท ดูบริการที่เกี่ยวข้องได้ที่หน้า บริการคดีความ

สำนักงานรับงานทุกจังหวัดทั่วราชอาณาจักร สำหรับงานที่ต้องเดินทางไปดำเนินการต่างจังหวัดจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

คำถามที่พบบ่อย

หนังสือทวงถามกับหนังสือบอกกล่าว ต่างกันอย่างไร

ในทางปฏิบัติมักใช้เรียกแทนกันได้ โดย “หนังสือบอกกล่าว” เป็นคำกว้างกว่า หมายถึงการแจ้งเรื่องใดเรื่องหนึ่งให้อีกฝ่ายทราบอย่างเป็นทางการ ส่วน “หนังสือทวงถาม” มุ่งเฉพาะการเรียกให้ชำระหนี้ ทั้งนี้หนังสือบางประเภทมีเงื่อนไขเฉพาะตามกฎหมาย เช่น การบอกกล่าวเพื่อบอกเลิกสัญญา หรือการบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกัน จึงควรตรวจสอบก่อนว่ากรณีของตนต้องใช้หนังสือแบบใด

ต้องส่งหนังสือทวงถามก่อนฟ้องทุกคดีหรือไม่

ไม่ใช่ทุกกรณี หนี้บางประเภทที่กำหนดเวลาชำระไว้ชัดเจนแล้วอาจฟ้องได้โดยไม่ต้องทวงถามก่อน แต่บางกรณีกฎหมายกำหนดให้ต้องบอกกล่าวก่อนจึงจะใช้สิทธิได้ และแม้กรณีที่ไม่บังคับ การส่งหนังสือทวงถามก่อนก็มักเป็นผลดีต่อรูปคดี เพราะแสดงว่าเจ้าหนี้ได้ให้โอกาสลูกหนี้แล้ว

ส่งหนังสือทวงถามแล้วลูกหนี้เงียบ ต้องทำอย่างไรต่อ

เมื่อพ้นกำหนดเวลาในหนังสือแล้วลูกหนี้ยังไม่ชำระและไม่ติดต่อกลับ ขั้นต่อไปคือพิจารณาฟ้องคดีต่อศาล ซึ่งต้องเตรียมเอกสารหลักฐานของมูลหนี้ให้ครบ รวมถึงหนังสือทวงถามและใบตอบรับที่ส่งไปแล้ว

หนังสือทวงถามมีอายุความไหม

ตัวหนังสือทวงถามเองไม่มีอายุ แต่ สิทธิเรียกร้องในหนี้แต่ละประเภทมีอายุความของตนเอง ซึ่งต่างกันไปตามลักษณะของหนี้ หากปล่อยไว้จนขาดอายุความ ลูกหนี้อาจยกขึ้นต่อสู้ได้ จึงไม่ควรปล่อยเรื่องทิ้งไว้นานโดยไม่ตรวจสอบ

ลูกหนี้อยู่ต่างจังหวัด ส่งหนังสือทวงถามได้ไหม

ได้ การส่งหนังสือทวงถามทำทางไปรษณีย์ได้ทั่วประเทศ ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปส่งด้วยตนเอง ส่วนขั้นตอนหลังจากนั้น เช่น การฟ้องคดี จะเกี่ยวข้องกับเขตอำนาจศาลและอาจมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มเติม

สรุป

หนังสือทวงถามไม่ใช่แค่การเตือนให้จ่ายเงิน แต่เป็นเอกสารที่มีผลต่อรูปคดีในภายหลัง ทั้งในแง่การทำให้ลูกหนี้ผิดนัด การสร้างหลักฐานว่าได้ให้โอกาสชำระแล้ว และในบางกรณีเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้ก่อนใช้สิทธิ

จุดที่ควรระวังที่สุดสองข้อคือ เนื้อหาต้องครบองค์ประกอบและตรงกับเอกสารที่มีอยู่จริง และ วิธีส่งต้องพิสูจน์การได้รับได้ ซึ่งหมายถึงการส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหากคิดจะดำเนินคดีต่อ

หากมีลูกหนี้ที่ไม่ชำระและต้องการให้ทนายความช่วยตรวจเอกสารและจัดทำหนังสือทวงถามให้เหมาะกับข้อเท็จจริงของเรื่อง ปรึกษาบริการคดีความกับทนายความ โทร 061-651-6255 หรือทัก LINE @uthaiandson ได้ในเวลาทำการ

มีลูกหนี้ไม่ชำระ อยากให้ทนายช่วยตรวจเอกสารและจัดทำหนังสือทวงถามให้เหมาะกับข้อเท็จจริงของเรื่องไหม?

มีบริการนอกสถานที่ตามนัดหมาย · เวลาทำการ จันทร์–ศุกร์ 9:00–18:00

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี ผลทางกฎหมายของการทวงถามขึ้นอยู่กับประเภทของหนี้ ข้อตกลงระหว่างคู่กรณี และข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง ควรปรึกษาทนายความก่อนดำเนินการ

แหล่งอ้างอิงทางกฎหมายและข้อมูลทางการ

  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
  2. พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. ๒๕๕๘
  3. บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

ผู้เขียนและตรวจทาน: กษิดิศ อุดมภาพ ทนายความ · เผยแพร่ 14 ตุลาคม 2569 · ปรับปรุงล่าสุด 14 ตุลาคม 2569