เซ็นสัญญาโดยไม่อ่าน: 7 จุดที่คนมักโดนเอาเปรียบ


เอกสารสัญญาซ้อนกัน แว่นขยาย และปากกาหมึกซึม สื่อการตรวจทานสัญญาก่อนลงนาม

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา แต่สัญญามักถูกเขียนโดยฝ่ายที่ได้เปรียบ

หลายคนเซ็นสัญญาเพราะรีบ เกรงใจ หรือคิดว่า “ก็แบบฟอร์มมาตรฐาน คงไม่มีอะไร” แต่ในทางกฎหมาย เมื่อลงลายมือชื่อแล้ว โดยทั่วไปถือว่าผูกพันตามข้อความที่ปรากฏในสัญญา แม้จะไม่ได้อ่านหรือไม่เข้าใจข้อความบางส่วนก็ตาม บทความนี้รวบรวม 7 จุดที่คนมักโดนเอาเปรียบ พร้อมสิ่งที่กฎหมายไทยพอจะคุ้มครองได้ เพื่อให้ตรวจสัญญาเป็นก่อนลงชื่อ

เซ็นแล้วผูกพันจริงไหม แก้ทีหลังได้หรือเปล่า

โดยหลักแล้ว การลงลายมือชื่อในสัญญาคือการแสดงเจตนาผูกพันตามกฎหมาย (นิติกรรม) เมื่อทำโดยสมัครใจและไม่ขัดต่อกฎหมาย ย่อมมีผลผูกพันให้ต้องปฏิบัติตาม การอ้างภายหลังว่า “ไม่ได้อ่าน” หรือ “ไม่รู้ว่ามีข้อนี้” โดยทั่วไปไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่ทำให้หลุดพ้นได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้ปล่อยให้ทุกกรณีจบที่ลายเซ็นเสมอไป

กรณีที่อาจขอบอกล้างสัญญาได้ (โมฆียะ)

"โมฆียะ" คือสัญญาที่มีผลใช้ได้อยู่ จนกว่าจะถูกบอกล้าง (เพิกถอน) โดยฝ่ายที่กฎหมายคุ้มครอง หากการเซ็นเกิดจาก สำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคลหรือทรัพย์สิน (ป.พ.พ. มาตรา 157) ถูกกลฉ้อฉลหลอกลวงถึงขนาดที่ถ้ารู้ความจริงจะไม่ทำสัญญา (มาตรา 159) หรือถูกข่มขู่ (มาตรา 164) กฎหมายเปิดช่องให้ขอบอกล้างได้ แต่ในทางปฏิบัติต้องมีพยานหลักฐานและมีกำหนดเวลา จึงยากและสิ้นเปลืองกว่าการตรวจให้ดีตั้งแต่แรกมาก

7 จุดที่คนมักโดนเอาเปรียบในสัญญา มีอะไรบ้าง

จุดที่พบบ่อยเรียงตามลำดับ “วงจรของสัญญา” — ตั้งแต่จะได้อะไรและต้องจ่ายอะไร ไปจนถึงเมื่อเกิดข้อพิพาทต้องทำอย่างไร มีดังนี้

① ขอบเขตงานและเงื่อนไขชำระเงินที่ไม่ชัด

จุดแรกที่ควรดูคือ “เราจะได้อะไร และต้องจ่ายอะไร” ให้ชัด สัญญาที่เอาเปรียบมักเขียน หน้าที่ของอีกฝ่ายไว้กว้างหรือคลุมเครือ แต่หน้าที่ชำระเงินของเรากลับชัดเจนและเข้มงวด ควรดูให้ครบว่า สิ่งที่จะส่งมอบคืออะไร เกณฑ์ตรวจรับเป็นอย่างไร จ่ายเมื่อใด และอีกฝ่ายมีสิทธิเปลี่ยนราคา แก้ไขงาน หรือเรียกค่าใช้จ่ายเพิ่มได้หรือไม่ รวมถึงระวังการให้ “มอบอำนาจ” อีกฝ่ายดำเนินการแทนอย่างกว้างเกินจำเป็น

② ข้อยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของอีกฝ่าย

ข้อความประเภท “บริษัทไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายใด ๆ ทั้งสิ้น” หรือจำกัดค่าเสียหายไว้ต่ำมาก เป็นจุดที่ทำให้เมื่อเกิดปัญหา ฝ่ายที่เสียหายแทบเรียกร้องอะไรไม่ได้ ข้อสัญญาลักษณะนี้เป็นตัวอย่างที่กฎหมายเพ่งเล็งเป็นพิเศษว่าอาจ “ไม่เป็นธรรม” (ดูหัวข้อถัดไป)

③ เบี้ยปรับหรือค่าปรับผิดนัดที่สูงเกินส่วน

สัญญาจำนวนมากกำหนดค่าปรับกรณีผิดนัดหรือบอกเลิกไว้สูงผิดปกติ ในทางกฎหมาย เงินลักษณะนี้มักเป็น “เบี้ยปรับ” (ป.พ.พ. มาตรา 379–380) ซึ่งหากสูงเกินส่วน ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจลดลงให้เป็นจำนวนพอสมควรได้ (มาตรา 383) แต่พึงระวังว่า ถ้าได้ชำระเบี้ยปรับไปแล้ว สิทธิที่จะขอลดจะเสียไป จึงไม่ควรรีบจ่ายก่อนตรวจสอบ

เบี้ยปรับ กับ มัดจำ ไม่เหมือนกัน

"มัดจำ" (มาตรา 377–378) คือเงินที่ให้ไว้เป็นประกันการทำตามสัญญาตั้งแต่ตอนทำสัญญา ส่วน "เบี้ยปรับ" คือเงินที่ตกลงว่าจะจ่ายเมื่อผิดสัญญา ผลทางกฎหมายและการที่ศาลจะเข้าไปลดได้ต่างกัน เวลาอ่านสัญญาจึงควรดูว่าเงินที่จ่ายเป็นเงินประเภทใด

④ ดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด

โดยทั่วไปแล้วกฎหมายกำหนดให้คิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี (ป.พ.พ. มาตรา 654) ผลของการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้นแตกต่างกันออกไปตามแต่ละข้อเท็จจริง

ดังนั้นตัวเลขดอกเบี้ยที่ดูสูงผิดปกติจึงเป็นสัญญาณที่ควรระวัง และควรให้ทนายตรวจก่อนเซ็นหรือก่อนชำระ

⑤ การค้ำประกันที่ไม่รู้ว่าตัวเองผูกพันแค่ไหน

การเซ็น “ค้ำประกัน” ให้คนอื่นเป็นจุดที่คนพลาดบ่อยและเสียหายหนัก เพราะเข้าใจว่าเป็นแค่พิธี กฎหมายค้ำประกันได้รับการแก้ไข (พ.ศ. 2557 และ 2558) เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกันมากขึ้น เช่น ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมนั้นเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 681/1) — คำว่า “ลูกหนี้ร่วม” คือการที่เจ้าหนี้จะทวงจากผู้ค้ำเต็มจำนวนเหมือนเป็นลูกหนี้เองก็ได้ ซึ่งกฎหมายใหม่ห้ามไว้ — และเจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องบอกกล่าวผู้ค้ำประกันเมื่อลูกหนี้ผิดนัด (มาตรา 686)

แม้กฎหมายจะคุ้มครองมากขึ้น แต่ก่อนเซ็นค้ำประกันก็ควรรู้ให้ชัดว่าค้ำในวงเงินเท่าใด ครอบคลุมหนี้อะไรบ้าง และมีกำหนดเวลาหรือไม่

⑥ การต่ออายุอัตโนมัติและเงื่อนไขบอกเลิกที่ไม่เท่าเทียม

ข้อความเล็ก ๆ ว่า “สัญญาจะต่ออายุโดยอัตโนมัติหากไม่บอกเลิกล่วงหน้า X วัน” ทำให้หลายคนติดสัญญาต่อโดยไม่ตั้งใจ เช่นเดียวกับเงื่อนไขที่ให้อีกฝ่ายบอกเลิกได้ทุกเมื่อ แต่ฝ่ายเรากลับต้องมีเหตุหรือถูกปรับหากบอกเลิก ควรดูให้ชัดว่าถ้าจะเลิกสัญญา ต้องบอกล่วงหน้ากี่วัน มีค่าปรับหรือไม่ และทั้งสองฝ่ายมีสิทธิเท่ากันหรือเปล่า

⑦ เขตอำนาจศาลหรืออนุญาโตตุลาการที่ทำให้เสียเปรียบ

ท้ายสัญญามักมีข้อ “การระงับข้อพิพาท” ที่กำหนดว่าถ้ามีเรื่องต้องไปฟ้องหรือตัดสินกันที่ไหนและอย่างไร เช่น กำหนด “เขตอำนาจศาล” (ต้องไปฟ้องที่ศาลใด) ไว้ในจังหวัดห่างไกล หรือกำหนดให้ใช้ “อนุญาโตตุลาการ” (ให้บุคคลหรือคณะบุคคลนอกศาลตัดสินข้อพิพาทแทนศาล) ซึ่งบางกรณีมีค่าใช้จ่ายสูง ข้อเหล่านี้อาจทำให้ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าแทบใช้สิทธิไม่ได้จริงเมื่อเกิดปัญหา จึงควรอ่านให้เข้าใจก่อนว่าหากมีเรื่อง จะต้องไปที่ไหนและด้วยวิธีใด

กฎหมายคุ้มครองอะไรบ้าง ถ้าสัญญาไม่เป็นธรรม

ข่าวดีคือกฎหมายไทยมีเครื่องมือคุ้มครองอยู่บ้าง แม้จะไม่ใช่ยาครอบจักรวาล

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 เป็นกฎหมายหลักในเรื่องนี้ โดยข้อตกลงในสัญญาสำเร็จรูปหรือสัญญาระหว่างผู้บริโภคกับผู้ประกอบธุรกิจ ที่ทำให้ฝ่ายผู้กำหนดสัญญาได้เปรียบเกินสมควร ศาลอาจบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี (มาตรา 4) โดยพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น อำนาจต่อรอง ความสุจริต และประเพณีของสัญญาชนิดนั้น (มาตรา 10)

รวมกับอำนาจศาลในการลดเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน (มาตรา 383) และกฎหมายค้ำประกันที่แก้ไขใหม่ จะเห็นว่ากฎหมายพยายามถ่วงดุลไม่ให้ฝ่ายที่ได้เปรียบใช้สัญญากดขี่จนเกินไป

แต่ "คุ้มครองได้" ไม่เท่ากับ "ชนะแน่"

การอาศัยกฎหมายเหล่านี้ต้องขึ้นสู่การพิจารณาของศาล ใช้เวลา ค่าใช้จ่าย และพยานหลักฐาน ผลก็ขึ้นกับข้อเท็จจริงเป็นกรณี ๆ ไป การตรวจและเจรจาแก้ไขก่อนเซ็นจึงมักประหยัดและแน่นอนกว่าการตามแก้ภายหลัง

ก่อนเซ็นสัญญา ควรตรวจอะไรบ้าง

  • อ่านให้ครบ รวมถึงตัวเล็กและเอกสารแนบ — ข้อที่เอาเปรียบมักอยู่ในภาคผนวกหรือเชิงอรรถ
  • ดูขอบเขตงานและการชำระเงิน — จะได้อะไร ส่งมอบ/ตรวจรับอย่างไร จ่ายเมื่อใด และเปลี่ยนราคาได้ไหม
  • ดูตัวเลขทุกจุด — ดอกเบี้ย ค่าปรับ วงเงิน กำหนดเวลา และวิธีคำนวณ
  • ดูข้อความว่าใครรับผิดอะไร แค่ไหน — โดยเฉพาะข้อยกเว้น/จำกัดความรับผิด
  • ระวังคำว่า ค้ำประกัน ต่ออายุอัตโนมัติ และมอบอำนาจ — สามคำนี้ผูกพันเกินที่คนส่วนใหญ่คาด
  • ดูเงื่อนไขบอกเลิกและการระงับข้อพิพาท — เลิกสัญญาอย่างไร และถ้ามีเรื่องต้องไปที่ไหน
  • อะไรที่ตกลงกันด้วยวาจา ต้องเขียนลงในสัญญา — สิ่งที่ไม่อยู่ในกระดาษ บังคับได้ยาก
  • ไม่แน่ใจ ให้ทนายตรวจก่อน — การตรวจก่อนมักช่วยลดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายที่อาจตามมา

คำถามที่พบบ่อย

เซ็นไปแล้วเพิ่งรู้ว่าเสียเปรียบ ยกเลิกได้ไหม

มีหลายทางออกและผลไม่เหมือนกัน บางกรณีอาจบอกล้างทั้งสัญญาได้ (เช่น ถูกกลฉ้อฉลหรือข่มขู่) บางกรณีศาลเพียงปรับข้อที่ไม่เป็นธรรมให้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรม โดยสัญญาส่วนอื่นยังอยู่ ทั้งหมดขึ้นกับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน และบางเรื่องมีกำหนดเวลา จึงควรปรึกษาทนายเพื่อประเมินทางเลือกโดยเร็ว

สัญญาที่เขียนกันเองไม่ผ่านทนาย มีผลไหม

มีผลได้ หากมีสาระสำคัญครบและไม่ขัดต่อกฎหมาย สัญญาไม่จำเป็นต้องให้ทนายร่างจึงจะสมบูรณ์ แต่สัญญาที่เขียนเองมักมีช่องโหว่เรื่องถ้อยคำและข้อที่ควรมี ทำให้บังคับใช้ยากหรือเสียเปรียบเมื่อมีข้อพิพาท

ทนายตรวจสัญญาช่วยแก้ถ้อยคำและเจรจาให้ด้วยไหม

โดยทั่วไปนอกจากดูว่าข้อความตรงกับที่ตกลงและไม่มีข้อที่เอาเปรียบหรือผิดกฎหมายแล้ว ทนายยังช่วยเสนอถ้อยคำแก้ไขให้รัดกุมและเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย และให้คำแนะนำสำหรับการเจรจาได้ ทั้งนี้ขอบเขตการช่วยเหลือขึ้นกับที่ตกลงกันไว้

ส่งอะไรให้ทนายบ้างเวลาให้ตรวจสัญญา

โดยทั่วไปคือตัวร่างสัญญาฉบับที่จะเซ็นและเอกสารแนบทั้งหมด พร้อมเล่าบริบทว่าตกลงอะไรกันไว้ ใครเป็นคู่สัญญา และมีข้อกังวลตรงไหนเป็นพิเศษ ยิ่งข้อมูลครบ ทนายยิ่งตรวจได้ตรงจุด

สรุป: อ่านก่อนเซ็น ตรวจก่อนผูกพัน

การเซ็นสัญญาโดยไม่อ่านคือการยกความได้เปรียบให้ฝ่ายที่ร่างสัญญา 7 จุดข้างต้น — ขอบเขตงานและการชำระเงิน ข้อยกเว้นความรับผิด เบี้ยปรับ ดอกเบี้ย การค้ำประกัน การต่ออายุและบอกเลิก และการระงับข้อพิพาท — คือจุดที่ควรอ่านช้าลงและตั้งคำถามก่อนลงชื่อ แม้กฎหมายจะมีเครื่องมือคุ้มครองอยู่บ้าง แต่การป้องกันก่อนเซ็นมักประหยัดและแน่นอนกว่าตามแก้ภายหลัง

หากมีสัญญาที่กำลังจะเซ็นและอยากให้มืออาชีพช่วยตรวจ ทีมของเรา รับตรวจและร่างสัญญาให้ถูกต้องและเป็นธรรม โทร 061-651-6255 หรือทัก LINE @uthaiandson ได้ในเวลาทำการ

มีสัญญาที่กำลังจะเซ็น อยากให้ทนายตรวจก่อนไหม?

มีบริการนอกสถานที่ตามนัดหมาย · เวลาทำการจันทร์–ศุกร์ 9:00–18:00

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายสำหรับข้อเท็จจริงเฉพาะกรณี ผลทางกฎหมายของแต่ละสัญญาขึ้นอยู่กับถ้อยคำและพฤติการณ์จริง ควรปรึกษาทนายความก่อนตัดสินใจในกรณีของตนเอง

แหล่งอ้างอิงทางกฎหมายและข้อมูลทางการ

  1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ตัวบท)
  2. พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 (ตัวบท)
  3. พระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 (ตัวบท)

ผู้เขียนและตรวจทาน: กษิดิศ อุดมภาพ ทนายความ · เผยแพร่ 17 กรกฎาคม 2569 · ปรับปรุงล่าสุด 17 กรกฎาคม 2569